MENU

Vol.2 No.2 (กรกฏาคม-กันยายน w.ศ.2562)

บทความ

Volume 1

การปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดเพศที่สามในเรือนจำ

เรืออากาศเอกหญิงใจเอื้อ ชีรานนท์ [1]

 

     ปัจจุบัน “บุคคลข้ามเพศ” (Transgender) หรือที่คนในสังคมทั่วไปเรียกกันว่า“เพศที่สาม” ได้กลายเป็นประเด็นที่น่าสนใจและปรากฏอยู่

ในสื่อต่างๆมากมายอย่างต่อเนื่องหลายประเทศทั้งประเทศกลุ่มตะวันตก และในอาเซียนเองได้ให้ความสนใจต่อกลุ่มคนเหล่านี้เพิ่มมากขึ้น

อาจเรียกได้ว่าในปี พ.ศ.2559 นี้ เป็นปีของเพศที่สามก็ว่าได้ เห็นได้จาก การพิจารณาแก้ไขข้อกฎหมายเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ลดการเลือก

ปฏิบัติเพื่อให้สิทธิกับบุคคลเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ

 

      เมื่อเร็วๆนี้ที่ประเทศอังกฤษ มีเหตุการณ์หนึ่งซึ่งได้รับความสนใจจากสื่อต่างๆเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะสื่อต่างประเทศ รวมถึงกลุ่มเคลื่อน

ไหวและให้การสนับสนุนเพศที่สาม คือ กรณีของนาย Tara Hudson  ชาวอังกฤษวัย 26 ปี ศาลอังกฤษตัดสินให้เขาจำคุกอยู่ในเรือนจำชาย

เป็นเวลา 12 สัปดาห์ ด้วยข้อหาทำร้ายร่างกายพนักงานเสิร์ฟเครื่องดื่มในบาร์แห่งหนึ่ง โดยที่ Hudson เป็นบุคคลที่ได้รับการแปลงเพศอย่าง

สมบูรณ์ มีรูปร่างหน้าตาเหมือนผู้หญิง และได้ใช้ชีวิตในแบบฉบับของผู้หญิงมาโดยตลอด ทั้งนี้เมื่อคำตัดสินได้เผยแพร่ออกไป ประชาชนกว่า

140,000 คน ได้ลงชื่อรณรงค์ให้มีการย้ายเขาออกจากเรือนจำชาย เนื่องจากเกรงว่าจะได้รับอันตรายจากการถูกทำร้ายร่างกายหรือล่วงเกิน

ทางเพศได้อย่างไรก็ตามกรมราชทัณฑ์ของอังกฤษ

 

      กล่าวว่า การพิจารณาจำแนกผู้ต้องขัง จะขึ้นอยู่กับสถานภาพทางเพศตามกฎหมายของบุคคลนั้น ประเด็นดังกล่าวได้รับความกดดันจาก

สื่อ นักการเมือง และกลุ่มเคลื่อนไหวเป็นอย่างมาก และมีคำถามที่เกิดขึ้นคือระบบการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดข้ามเพศหรือเพศที่สามนั้น ยังมี

ความล้มเหลวหรือไม่ ในที่สุดรัฐบาลของอังกฤษมีความเห็นพ้องที่จะทบทวน และแก้ไขแนวทางการปฏิบัติของกระทรวงยุติธรรมให้ครอบคลุม

ถึงรูปแบบและความแตกต่างของผู้กระทำผิดในอนาคต รวมถึงการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดที่เป็นเพศที่สามในสังคม  ท่ามกลางกระแสกดดัน ต่อ

มานาย Hudson ได้ถูกย้ายออกจากเรือนจำชายไปยัง woman’s facility อย่างไรก็ตามยังมีผู้ต้องขังข้ามเพศอีกจำนวนมากที่ไม่ได้โชคดี

เหมือนนาย Hudson มีผู้กระทำผิดที่เป็นเพศที่สามจำนวนไม่น้อยที่ฆ่าตัวตายระหว่างถูกจองจำอยู่ในเรือนจำชาย ซึ่งประเด็นดังกล่าวนี้ ได้จุด

ประกายให้กระทรวงยุติธรรมของประเทศอังกฤษตระหนักถึงความสำคัญของการปฎิบัติต่อผู้กระทำผิดที่เป็นเพศที่สามโดยได้เริ่มจากการตรวจ

สอบจำนวนผู้ต้องขังข้ามเพศหรือเพศที่สามที่ถูกจำคุกอยู่ในเรือนจำชายทั่วประเทศอังกฤษ ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่มีการสำรวจอย่างเป็นทางการแม้

ว่าก่อนหน้านี้ ในหลายประเทศไม่ว่าจะเป็นประเทศสวีเดน เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ ไต้หวัน และญี่ปุ่น ได้ออกกฎหมายรับรองสถานะของผู้แปลง

เพศ โดยมีหลักการและเงื่อนไขที่สำคัญที่คล้ายคลึงกันสำหรับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสถานะทางเพศ คือ ต้องเป็นพลเมืองของประเทศนั้นๆ

ยังไม่ได้แต่งงานหรือหย่าร้างแล้ว ไม่สามารถให้กำเนิดบุตรได้  และได้ใช้ชีวิตในอีกเพศหนึ่งมาไม่น้อยกว่า 2-3 ปี โดยสถานะทางกฎหมายภาย

หลังจากที่ได้รับการอนุญาตให้เปลี่ยนเพศแล้ว บุคคลดังกล่าวจะมีเพศใหม่ตามกฎหมาย ซึ่งจะทำให้สามารถเข้าถึงสิทธิต่างๆได้ สามารถสมรส

และได้รับการปฏิบัติจากรัฐในฐานะผู้ที่มีเพศใหม่ รวมไปถึงการดำเนินการยุติธรรมทางอาญาไม่ว่าจะเป็นกรณีการจับ ค้น คุมขัง

 

      ย้อนมาดูเพศสภาวะและพฤติกรรมรักร่วมเพศในประเทศไทยในปัจุบันพบว่าเปลี่ยนแปลงไปจากรูปแบบเดิมในอดีต เพศในสังคมไทยเริ่ม

มีความสัมพันธ์กับการแต่งกายและทรงผม อย่างไรก็ตามในช่วงเวลาเดียวกัน จารีตประเพณีของประเทศตะวันตกที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมและ

แนวคิดเริ่มที่จะมีการเปลี่ยนแปลงไป รวมถึงแนวคิดเรื่องอาชญากรรมและการรับรู้ทางเพศ ซึ่งประเด็นเหล่านี้ได้รับการตระหนักว่าไม่ใช่เรื่อง

ของปัจเจกบุคคลเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของจารีตประเพณีในสังคมพฤติกรรมรักร่วมเพศและสภาวะข้ามเพศในประเทศไทย มีความสลับซับซ้อนอีกทั้งสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้รับการยอมรับในทิศทางเดียวกัน บุคคลข้ามเพศหรือเพศที่สามในประเทศไทยมี

ปริมาณที่มากและมีการแสดงออกที่ชัดเจนมากกว่าหลายๆประเทศ เราสามารถพบเห็นบุคคลข้ามเพศหรือเพศที่สาม ในแทบทุกพื้นที่ของสังคม

แต่การยอมรับและอคติที่มีต่อคนกลุ่มนี้ ก็ปรากฎเห็นได้ชัดเจน การแบ่งแยก การเลือกปฏิบัติ ยังคงพบได้อย่างแพร่หลายในสังคมเช่นเดียวกัน

การปรากฎตัวของกลุ่มบุคคลข้ามเพศหรือเพศที่สามมีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่จะพบว่าการดำรงอยู่ของกลุ่มคนเหล่านี้จะอยู่ในพื้นที่ที่ไม่เป็น

ทางการแต่ในพื้นที่ที่เป็นทางการซึ่งหมายถึงกิจกรรมที่อยู่ภายใต้อำนาจของรัฐและการให้ความชอบธรรมด้วยระบบกฎหมายเราจะพบว่าพื้นที่

นั้นยังไม่ได้เปิดรับการดำรงอยู่ของกลุ่มบุคคลข้ามเพศหรือเพศที่สามแต่อย่างใดการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดในประเทศไทยได้ยึดถือพระราชบัญ

ญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2479 เป็นกรอบการปฏิบัติงานของกรมราชทัณฑ์ในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง ตั้งแต่ขั้นตอนการรับตัวผู้ต้องขัง การจำแนกประ

เภทลักษณะของผู้ต้องขัง การปฏิบัติต่อผู้ต้องขังภายในเรือนจำ ตลอดจนขั้นตอนการปล่อยตัวผู้ต้องขังเข้าสู่สังคมจำนวนผู้กระทำผิดเพศที่สาม

ในประเทศไทย จากสถิติของกรมราชทัณฑ์ที่ได้สำรวจเป็นครั้งแรกเมื่อ มิถุนายน 2559 พบว่า ปัจจุบันมีผู้ต้องขังข้ามเพศหรือเพศที่สามจำนวน

 4,448 คน แบ่งออกเป็น กะเทย 1,804 คนเกย์352 คน ทอม1,247 คน ดี้1,011 คน และผู้ที่แปลงเพศจากชายเป็นหญิงแล้ว 34 คน โดยผู้

กระทำผิดที่เป็นเพศที่สามเหล่านี้ สามารถพบได้ทั่วไปในทุกเรือนจำ และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตามสภาพสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยน

แปลงไปในโลกปัจจุบันจากการสำรวจยังพบว่าเรือนจำพิเศษพัทยามีจำนวนผู้ต้องขังข้ามเพศที่เป็นกะเทยและเกย์มากเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมา

เป็นเรือนจำกลางเชียงใหม่ และทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง ตามลำดับ (ในที่นี้ผู้เขียนขอมุ่งประเด็นไปที่ผู้กระทำเพศที่สามที่เป็นกะเทยและ

เกย์เท่านั้น) แต่อย่างไรก็ตาม ผู้กระทำความผิดที่เป็นเพศที่สามในประเทศไทย ยังได้รับการปฏิบัติเฉกเช่น เพศชาย   เนื่องจากยังไม่มีบทบัญญัติ

หรือกฎหมายรองรับ อีกทั้งการแยกประเภทของผู้ต้องขังยังคงยึดติดกับเพศกำเนิดรูปแบบในการควบคุมผู้ต้องขังข้ามเพศของกรมราชทัณฑ์ไทย

ในปัจจุบัน มีการแยกห้องในช่วงเวลากลางคืน โดยจะแยกผู้ต้องขังตามกลุ่มประเภท และแยกแดน ในกรณีที่ผู้ต้องขังแปลงเพศแล้ว  แต่บางเรือน

จำยังคงใช้วิธีการขังรวม เนื่องจากข้อจำกัดเรื่องสถานที่ และในบางกรณี แม้ว่าผู้กระทำผิดจะได้รับการผ่าตัดแปลงเพศ หรือใช้ชีวิตเป็นเพศ

หญิงมาตลอด ก็ไม่ได้รับการพิจารณาให้อยู่ในเรือนจำหรือสถานที่ที่จัดให้สำหรับผู้ต้องขังหญิง เป็นการแก้ไขปัญหาตามนโยบายของแต่ละเรือน

จำ อีกทั้งยังขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ต้องขังและความพร้อมของสถานที่ เนื่องจากแท้จริงแล้วระบบกฎหมายไทยยังจัดว่าบุคคลดังกล่าวเป็นเพศชาย

และยึดถือระเบียบปฏิบัติเดียวกับผู้กระทำผิดที่เป็นเพศชาย จึงยังไม่มีการกำหนดนโยบายและแนวทางการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม  ทั้งนี้ การ

นำบุคคลข้ามเพศหรือเพศที่สามไปคุมขังไว้รวมกลับกลุ่มผู้ต้องขังชาย ก็นำมาสู่ปัญหาต่างๆ มากมาย สังคมภายนอกไม่ค่อยได้รับรู้ว่าพวกเขา

เหล่านั้นมีชีวิตความเป็นอยู่ในเรือนจำอย่างไร ได้รับการปฏิบัติที่เหมาะสม และได้พบเจอกับความยากลำบากในการใช้ชีวิตเช่นใด

บ้างทั้งยังเป็นตัวตลกของผู้ต้องขังคนอื่นในเรือนจำส่วนใหญ่แล้วจะเป็นผู้ต้องขังที่กระทำความผิดเกี่ยวกับคดียาเสพติดโดยเป็นผู้เสพมากกว่า

ผู้ขาย และคดีที่เกี่ยวกับทรัพย์  มีผู้คนในสังคมจำนวนมาก ที่คิดว่าบุคคลข้ามเพศเหล่านี้ต้องการอยู่รวมกับผู้ชาย และมีความสุขที่ได้ใช้ชีวิต

รายล้อมไปด้วยผู้ชาย ซึ่งข้อความดังกล่าวนี้ ถือเป็นการลดทอน และดูถูกศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เป็นอย่างมากใครจะทราบว่าแท้จริงแล้วเขา

เหล่านั้นต้องเผชิญกับการถูกล่วงละเมิดทางเพศ ถูกกลั่นแกล้ง ถูกกระทำความรุนแรงทั้งต่อทางร่างกายและจิตใจ อีกทั้งบางเรือนจำยังมีการจำ

กัดบริเวณและสถานที่ของบุคคลข้ามเพศหรือเพศที่สามเหล่านี้ ถูกขังเดี่ยวในห้องพิเศษ

 

     เมื่อก้าวเข้าไปอยู่ในเรือนจำแล้วคำว่าอิสรภาพสำหรับผู้ต้องขังก็หมดไปแต่กลุ่มคนเหล่านี้ยังถูกจำกัดอิสรภาพอีกขั้นหนึ่งซึ่งถือเป็นเรื่องที่

โหดร้ายและแสดงถึงความไม่เสมอภาคอีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติและการควบคุมดูแลผู้ต้องขังของพนักงานราชทัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็น

ปัญหาที่เกิดจากการทะเลาะวิวาทจากสาเหตุการหึงหวงแย่งคู่ ปัญหาการแสดงพฤติกรรมรุนแรงและการควบคุมอารมณ์ ส่งผลให้เกิดการแสดง

พฤติกรรมไม่เหมาะสมในที่สาธารณะ รวมทั้งปัญหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ทั้งจากการล่วงละเมิดทางเพศโดยสมยอมและไม่สมยอม

ในขณะที่ในต่างประเทศ เช่นทื่ กรุงนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2557 ได้เปิดสถานที่คุมขังสำหรับผู้หญิงข้ามเพศ อย่างเป็นทางการ

 (Housing Unit for Transgender Woman) โดยมีจุดประสงค์เพื่อปกป้องและคุ้มครองผู้กระทำผิดข้ามเพศจากความรุนแรง การถูกข่มขืน

 และการล่วงละเมิดทางเพศ โดยกรมราชทัณฑ์ของนิวยอร์คได้เปิดเผยว่า รัฐได้สร้างสถานที่คุมขังที่สามารถรองรับผู้กระทำผิดมากกว่า 30

ห้อง ซึ่งผู้กระทำผิดสามารถเลือกที่จะถูกคุมขังที่สถานที่แห่งนี้ได้ด้วยความสมัครใจพร้อมทั้งกล่าวว่าผู้กระทำผิดในแต่ละรายมีความแตกต่างกัน

กรมราชทัณฑ์จึงได้จัดสถานที่เฉพาะสำหรับผู้ต้องขังที่มีความแตกต่างกันในแต่ละกลุ่ม ซึ่งการเปิดสถานที่คุมขังและการให้บริการที่เหมาะสม

สำหรับผู้กระทำผิดที่เป็นบุคคลข้ามเพศนี้ ถือเป็นนโยบายที่ดีและมีความหมายต่อการปฏิรูประบบราชทัณฑ์ อีกทั้งยังหวังให้เกิดผลในระยะยาว

 รวมถึงความเป็นไปได้ในการลดจำนวนผู้กระทำผิดซ้ำอีกด้วย และล่าสุดเมื่อเดือนกันยายน 2558 รัฐเพนซิลวาเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา

เช่นกัน ได้ออกนโนบายใหม่ซึ่งถือเป็นความพยายามผลักดันให้มีการเคารพสิทธิของผู้กระทำผิดที่เป็นบุคคลข้ามเพศมากขึ้นโดยการยกเลิกการ

แยกขังเดี่ยวแก่ผู้กระทำที่เป็นเพศที่สามซึ่งรัฐเพนซิลวาเนียก็มีการปฏิบัติก่อนหน้านี้คล้ายกับหลายรัฐอื่นในสหรัฐอเมริกาที่มีการแยกการคุมขัง

ผู้กระทำความผิดตามเพศกำเนิดซึ่งโดยหลักการแล้วการแยกขังเดี่ยวถือเป็นวิธีที่ใช้ลงโทษผู้ต้องขังที่ก่อความรุนแรงหรือกระทำความผิดในขณะ

คุมขังแต่ได้นำมาใช้เป็นทางเลือกในการป้องกันผู้กระทำผิดที่เป็นเพศที่สามจากการถูกทำร้ายทางเพศ และจากสถิติหนึ่งของรัฐแคลิฟอร์เนียพบ

ว่า ผู้หญิงข้ามเพศได้ถูกกระทำความรุนแรงมากกว่า 13 ครั้งขณะคุมขังอยู่ในเรือนจำชายอย่างไรก็ตามการขังเดี่ยวนี้ถึงแม้ว่าจะสามารถลด

ปริมาณและความเสี่ยงต่อกรณีการถูกกระทำความรุนแรงทางเพศแต่ก็ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของผู้ต้องขังในระยะยาวเช่นกันผู้ปกครอง

ของผู้กระทำความผิดเพศที่สามได้ออกมาเปิดเผยว่าลูกสาวของพวกเขาได้ถูกข่มขืนและทำร้ายจากระบบราชทัณฑ์ของรัฐ พวกเข้าได้ถูกบังคับ

ให้เดินแก้ผ้า อีกทั้งยังถูกทำร้ายทั้งจากเจ้าหน้าที่และผู้ต้องขังด้วยกันเอง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐเพนซิลวาเนียในครั้งนี้ ถือเป็นก้าว

สำคัญที่จะข้ามไปสู่ทิศทางที่ถูกต้อง เป็นการเรียกร้องให้ฝ่ายบริหารได้ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาที่ดำรงอยู่ การพิจารณาถึงสถานที่

ความปลอดภัยและการให้การดูแลที่เหมาะสม ตลอดจนถึงสุขภาพของผู้ถูกคุมขัง นอกจากนี้ในนโยบายฉบับนี้ ยังอนุญาตให้ผู้กระทำผิด

สามารถอาบน้ำได้อย่างเป็นส่วนตัว ตลอดจนสามารถซื้อเครื่องสำอาง ปิ่นปักผม ชุดชั้นในที่เหมาะสมต่อเพศของตนอีกด้วยด้วยกระแสความ

ตื่นตัวการยอมรับและการเปิดกว้างแก่บุคคลเพศที่สามในสังคมโลกและคำถามที่เกิดขึ้นในใจว่า ถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่ประเทศไทยควรจะตระ

หนักถึงความสำคัญของผู้กระทำผิดที่เป็นเพศที่สาม

 

      ผู้เขียนจึงมีความเห็นว่า การศึกษาทบทวนการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดเพศที่สามทั้งในต่างประเทศและในประเทศไทยมีความจำเป็นยิ่งเพื่อ

ที่จะศึกษาถึงนโยบายและแนวทางการปฏิบัติโดยมีความเห็นว่าประเทศไทยน่าจะมีความเตรียมพร้อมในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของเพศที่

สาม โดยเฉพาะการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดเพศที่สามในเรือนจำ ควรมีการศึกษาถึงการดำเนินการของประเทศต่างๆ วิเคราะห์ถึงข้อดีข้อเสีย

และนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับ

ประเทศไทย อีกทั้งในเวทีสหประชาชาติในปัจจุบัน ประเทศไทยก็มีบทบาทในเรื่องของการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดที่เป็นผู้หญิงภายหลังการออก

ข้อกำหนดกรุงเทพ(BangkokRule)จึงไม่น่าจะเป็นเรื่องยากที่จะนำหลักการและแนวทางเหล่านั้นมาปรับใช้กับผู้กระทำผิดเพศที่สามด้วยอีก

แนวทางหนึ่งแต่อาจจะมีข้อจำกัดในเรื่องของสถานที่ที่ไม่เพียงพอ เนื่องจากปัญหาผู้ต้องขังล้นคุก ซึ่งถือเป็นวิกฤติของราชทัณฑ์ไทยในปัจจุบัน

อีกทั้งในเรื่องของเจ้าหน้าที่ ก็มีความจำเป็นที่ต้องอบรมให้ความรู้เพิ่มขึ้น เนื่องจากการปฏิบัติต่อกลุ่มคนเหล่านี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และ

ซับซ้อน เจ้าหน้าที่ต้องมีความเข้าใจในธรรมชาติและความต้องการของกลุ่มคนเพศที่สามเป็นอย่างดี ทั้งนี้ เมื่อเดือนมีนาคม 2558 ได้มีการ

ออกพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ และมีผลบังคับใช้เมื่อ 9 กันยายน 2529 โดยมีจุดประสงค์เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันและ

คุ้มครองการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พระราชบัญญัติดังกล่าวนี้ได้นิยาม “การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ” โดย

ให้หมายความตามมาตรา 3 ว่า

 

     “การกระทำหรือไม่กระทำการใดอันเป็นการแบ่งแยก กีดกัน หรือจำกัดสิทธิประโยชน์ใด ๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม โดยปราศจาก

ความชอบธรรม เพราะเหตุที่บุคคลนั้นเป็นเพศชายหรือเพศหญิง หรือมีการแสดงออกที่แตกต่างจากเพศโดยกำเนิด” อีกทั้งสาระสำคัญของ

พระราชบัญญัติฉบับนี้คือการบัญญัติว่า“การกําหนดนโยบาย กฎ ระเบียบ ประกาศ มาตรการ โครงการ หรือวิธีปฏิบัติของหน่วยงานของรัฐ

องค์กรเอกชน หรือบุคคลใดในลักษณะที่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศจะกระทํามิได้” ซึ่งเป็นการแสดงถึงการรับสิทธิของบุค

คลข้ามเพศหรือเพศที่สาม อีกทั้งยังถือเป็นนิมิตหมายอันดี ที่ประเทศไทยได้เริ่มตระหนักถึงความสำคัญของเพศที่สามอย่างเป็นรูปธรรม

อย่างไรก็ตามการศึกษาถึงนโยบายและแนวทางการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดที่เป็นเพศที่สามในประเทศต่างๆ ยังเป็นการเตรียมความพร้อมในการ

ปรับปรุงกฎหมาย นโยบาย ระเบียบข้อบังคับ รวมทั้งแนวทางการปฏิบัติต่างๆ เพื่อที่จะสามารถปกป้องและรักษาสิทธิของผู้ถูกคุมขังเพศที่สาม

ได้ ซึ่งจะเป็นก้าวย่างสำคัญของประเทศไทย ในการพัฒนาการดำเนินงานในเรือนจำให้มีความสอดคล้องตามหลักสิทธิมนุษยชนและมีความเป็น

สากลมากยิ่งขึ้น เพื่อให้เกิดการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ในอนาคต ซึ่งสอดคล้องกับหลักการสิทธิมนุษยชนตามพันธกรณีระหว่างประ

เทศที่ประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคี นอกจากนี้ ยังเป็นการดำรงไว้ซึ่งคุณค่าแห่งศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน อีกทั้งยังส่งผลต่อ

การคืนคนดีสู่สังคม เนื่องจากผู้กระทำผิดได้รับการปฏิบัติและการเยียวยาที่เหมาะสม ท้ายที่สุดเป็นการให้โอกาสบุคคลข้ามเพศหรือเพศที่สาม

ได้ดำเนินชีวิตตามแบบที่พวกเขาเป็นในสังคม

 

 

 

      รายการอ้างอิง

 

สมชาย  ปรีชาศิลปะกุล.บุคคลเพศหลากหลายในระบบกฎหมาย. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพมหานคร :  มูลนิธิเพื่อสิทธิและความเป็นธรรม

ทางเพศ 2556.

 

ราชกิจจานุเบกษา. พระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ.2558.2558. สืบค้นจาก : http://www.thaigov.go.th/pcb/data/group2/g2n02.pdf.

 

Advocate. Pennsylvania improving policies housing transgender.2016. Available from; http://www.advocate.com/transgender/2015/9/23/pennsylvania-improving-policies-housing-transgender-prisoners

 

bbcnews.Transgender woman Tara Hudson moved to female prison. 2015. Available from : http://www.bbc.com/news/uk-england-34675778.

 

Huffingtonpost. New York’s Largest Jail To Open Housing Unit For Transgender Women.2016. Available from: http://www.huffingtonpost.com/2014/11/18/rikers-transgender-women_n_6181552.html.

 

Jody Marksamer and Harper Jean Tobin. Standing with LGBT prisoners : An advocate’s Guide to Ending Abuse and Combating imprisonment. Washington, DC : National  center for transgender equality, 2012.

 

United Nations Development Programme. Being LGBT in asia : Thailand country report. Bangkok :UNDPAsia – Pacific Regional Cemtre, 2014.

 

 

[1] นิสิตปริญญาเอก สาขาอาชญาวิทยาและงานยุติธรรม ภาคสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

H O M E

A B O U T

O U R T E A M

Nathee Chitsawang

Copyright 2016 | All Rights Reserved.